“ชีวิตทุกชีวิตบนโลกนี้
มีคุณค่า เกินกว่าเราจะเข้าใจ”
การได้พบปะพูดคุยกับเด็กๆ
ที่ประสบเหตุความรุนแรงอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ทำให้เกิดความรู้สึกและข้อคิดดีๆ หลายอย่างทีเดียว พวกเขาเหล่านั้น เหมือนถูกสาป
ให้ถูกหล่อหลอมจากจิตใจที่มีรากฐานจากความรุนแรงอย่างไม่ได้ตั้งใจ....
เสียงปืน เสียงระเบิด
ดูจะเป็นความธรรมดาสำหรับพวกเขา เด็กๆ หลายคน เล่าเรื่องราวของครอบครัวให้ฟังด้วยความสนุกสนานแต่เรื่องราวเหล่านั้น
คือสภาวะความรุนแรง การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน จบท้ายด้วยคำว่า “กลัว!!!” จากปากของเด็กๆ
ทำให้เข้าใจว่า
แท้จริงแล้ววิถีการดำเนินชีวิตของคน ในแต่ละสังคมมีความแตกต่างกันทางด้านวัฒนธรรม และความคิด
แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกสังคมมีเหมือนๆกัน คือ การแสวงหาหนทางเพื่อความอยู่รอด และการสร้างความสุขจากสิ่งที่ตนมีอยู่ซึ่งต่างก็มีวิธีการแตกต่างกันออกไป
หากเราลองย้อนกลับมาหาตัวเราเอง
เราอาจจะพบบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เราภาคภูมิใจ
เรามีวิถีที่อาจแตกต่างจากคนอื่นแต่เราสามารถอยู่ในสังคมนี้ได้ อาจไม่สะดวกสบายนัก
แต่มันก็ทำให้ชีวิตมีรสชาติ เรื่องเล็กๆ
ของคนอื่นอาจเป็นเรื่องใหญ่ ที่ทำให้ชีวิตเรามีพลัง ก้าวเดินต่อไป อาจท้อแท้บ้าง
แต่.......ไม่ถ้อถอย
ขอให้ “รอยยิ้ม”
เป็นดั่งพลัง...ให้ต่อสู่กับอุปสรรค รอยยิ้มของคนอื่นๆเป็นดั่งกำลังใจที่ส่งให้เรา
ทุกครั้งที่เราเหนื่อย เราท้อแท้ ขอให้เรายิ้มกับตัวเอง บอกตัวเองว่าฉันต้องทำได้
เพราะในชีวิตของเราทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ ที่เราจะมีแต่ความทุกข์ หรือมีแต่ความสุข
หากเป็นเช่นนั้น คงหน้าเบื่อ ชีวิตคงขาดรสชาติ
“รอยยิ้ม”
ที่เต็มไปด้วยกำลังใจและความศรัทธาของตัวเรา ก็สามารถช่วยเหลือคนอื่นๆได้
เริ่มต้นจากการยิ้มให้กับตัวเราและครอบครัว “ยิ้ม” เพื่อให้รู้ว่า “เรายังคงรักและเป็นห่วงเขาเสมอ”
“ยิ้ม” เพื่อให้รู้ว่า “เราสบายดีไม่ต้องห่วงนะ” ยิ้มเพื่อเป็นกำลังใจ ยิ้มให้โลกนี้สดใส เพราะรอยยิ้มคือ
ประตูไปสู่ความสุข กำลังใจ ความรักและความห่วงใย
“รอยยิ้ม”
ที่อาจเปื้อนน้ำตา ก็คงเป็นสิ่งที่ช่วยเตือนสติ กระตุ้นให้เรารู้สึกตัว ให้เราย้อนกลับไปมองตัวเองให้มากขึ้น....
หลายคนอาจมีประสบการณ์ร้ายๆ เข้ามาในชีวิตมากมาย อาจเกินจะรับไหว แต่ด้วยรอยยิ้มและกำลังใจก็ทำให้เราสามารถสู้ต่อไปได้
เพราะอย่างน้อยความรู้สึกร้ายๆเหล่านั้น มันมักจะทำให้เรารู้สึกตัว มีสติ
และยังรู้ว่าเรา...ยังมีชีวิตอยู่มีลมหายใจ และมีความรู้สึก
“รอยยิ้ม”
เปื้อนน้ำตา คงเป็นประสบการณ์ชีวิตที่เราทุกคนอาจจะได้พบหรือไม่ก็ตาม
แต่มันคงไม่มีความหมายหากเราไม่ได้กลับมาคิดทบทวน ทำความเข้าใจกับมัน เพราะ “รอยยิ้มที่เปื้อนน้ำตา” ไม่ได้เกิดขึ้นจากความทุกข์ทั้งนั้น
อาจมาจากความสุข ความปิติที่เอ่อล้นไปทั่วหัวใจของเรา
และแปลงความสุขนั้นเป็นน้ำตาไหลออกมา
เพราะหลังจากการร้องไห้ไม่ว่าด้วยความสุขหรือความทุกข์ก็ตาม เรามักจะรู้สึกดีขึ้น
รู้สึกโล่งใจ ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างดีขึ้น เคยมีคำกล่าวที่บอกว่า “บางครั้งน้ำตาก็ช่วยทำให้หลายสิ่งหลายอย่างดีขึ้น”
“รอยยิ้ม”
เปื้อนน้ำตา จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เราทุกคนมีกันได้ ไม่ว่าจะเป็นชายอกสามศอกหรือหญิงแกร่ง
อย่าอายหากต้องร้องไห้........เพราะเราคงไม่เสียหายอะไรมากนัก
หากมีคนอื่นเห็นว่าเรากำลังร้องไห้ความหมายของการร้องไห้ ไม่ได้หมายถึงความทุกข์เพียงอย่างเดียว
ถึงแม้การร้องไห้อาจไม่ใช้ทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา
แต่มันเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่ช่วยให้เรามีสติและได้หวนกลับมาคิด
ตั้งหลักต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆนานา ที่กำลังถาโถมเข้ามาในชีวิต มองวิกฤติให้เป็นโอกาส
เริ่มต้นจัดการเรื่องเล็กๆน้อยๆ เท่าที่เราทำได้ เพราะสุดท้ายเรื่องเล็กน้อย
หลายเรื่องรวมกันก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่
เราไม่อาจแก้ไขปัญหา หรือเรื่องร้ายๆได้ ในชั่วพริบตา แต่เราสามารถแก้ไขมันได้
หากเรามีความพยายามและศรัทธา.... “รอยยิ้ม”เปื้อนน้ำตา
คงเป็นเหตุการณ์ที่ช่วยให้เราได้เรียนรู้ เพื่อบางสิ่งที่เรารัก บางสิ่งที่ศรัทธา
และเพื่อคนที่รักเรา เพราะไม่สามารถลิขิตหนทางของชีวิตเองได้ทั้งหมด แต่ขอให้พยายามต้อนรับสิ่งต่างๆเหล่านั้นด้วย
“รอยยิ้ม” ถึงแม้จะเป็น “รอยยิ้มที่เปื้อนน้ำตา”.....
เลยลม....


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น